การสกัดน้ำมันหอมระเหย

การสกัดน้ำมันหอมระเหย การสกัดสารระเหยจากพืชมีหลายวิธีด้วยกัน การสกัดบางวิธีก็ให้น้ำมันหอมระเหย (True essential oil) การสกัดบางวิธีก็ได้สารระเหยที่สกัดจากพืช (Aromatic extracts) ซึ่งเราไม่ถือว่าเป็นน้ำมันหอมระเหย น้ำมันหอมระเหยจะได้จากการกลั่นจากไอน้ำ (Distillation) และการบีบ (Expression) เท่านั้น ในงานสุวคนธบำบัด (Aromatherapy) แบบดั้งเดิมจะใช้เฉพาะน้ำมันหอมระเหย (True essential oil) เท่านั้น แต่ในระยะหลังการนำเอาสารสกัดจากพืช (Aromatic extracts) มาใช้ใน Aromatherapy ได้รับการยอมรับมากขึ้นโดยลำดับ ดูในรูปจะพบความแตกต่างในการสกัดสารจากพืชที่เป็นน้ำมันหอมระเหย (Essential oil) และ สารระเหยจากพืช (Aromatic extracts)

การสกัดน้ำมันหอมระเหยมีหลายวิธี คือ

1. การกลั่น (Distillation)

1.1) การกลั่นด้วยน้ำ (Water Distillation)

วิธีนี้ทำโดยนำพืชที่เราต้องการสกัด ใส่ลงไปในภาชนะ ซึ่งในภาชนะนั้นมักจะมีตะแกรงสำหรับวางพืชชนิดที่เราต้องการกลั่น จากนั้นก็เติมน้ำสะอาดน้ำจนท่วมพืชที่ต้องการกลั่น แล้วต้มน้ำจนเดือดกลายเป็นไอน้ำ การที่ต้องมีตะแกรงก็เพื่อป้องกันไม่ให้ความร้อนถูกกับพืชโดยตรง เพราะน้ำมันหอมระเหยที่ได้อาจจะมีกลิ่นไหม้ผสมได้ น้ำมันหอมระเหยและน้ำ ในพืชชนิดนั้นๆ ระเหยขึ้นไปจากนั้นไอระเหยก็จะถูกทำให้เย็นลงเพื่อให้กลับมาเป็นของเหลวอีกครั้งซึ่งในขั้นตอนนี้น้ำมันหอมระเหยจะถูกแยกจากน้ำ

1.2) การกลั่นด้วยน้ำและไอน้ำ (Water and Steam Distillation)

วิธีนี้จะให้ไอน้ำผ่านส่วนผสมของพืชและน้ำที่รวมกันอยู่ เมื่อน้ำและน้ำมันหอมระเหย ระเหยขึ้นไป จึงถูกทำให้ไอน้ำเย็นลงแล้วนำไปแยกน้ำมันหอมระเหยออกมา

1.3) การกลั่นด้วยไอน้ำ (Steam Distillation)

โดยการนำพืชที่ต้องการกลั่นใส่ในหม้อ แล้วให้ความร้อนกับน้ำเพื่อให้กลายเป็นไอน้ำแล้วให้ไอน้ำผ่านในพืชที่ต้องการกลั่น ซึ่งปกติอุณหภูมิของไอน้ำมักจะไม่เกิน 100 องศาเซลเซียส แต่ในทวีปอเมริกาและในยุโรป มักจะเพิ่มความดันอากาศภายในหม้อกลั่น ช่วยทำเพิ่มอุณหภูมิของไอน้ำ และ ลดเวลาในการกลั่นได้ แต่ถ้าร้อนเกินไปก็อาจทำให้คุณสมบัติของน้ำมันเปลี่ยนไปได้

1.4) การกลั่นภายใต้สูญญากาศ (Steam and Vacuum Distillation)

การกลั่นแบบนี้จะต้องดูดอากาศภายในหม้อกลั่นออก ความดันอากาศภายในมักอยู่ระหว่าง 100-200 mmHg ข้อดีของการกลั่นแบบนี้คือช่วยลดเวลาในการกลั่นลงมาก แต่ก็มีข้อเสียคือ ต้องควบคุมการกลั่นให้มีประสิทธิภาพและการทำให้ไอน้ำเย็นลงต้องทำอย่างรวดเร็ว นั่นหมายถึงค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น

2) บีบเย็น หีบเย็นหรือสกัดเย็น (Cold Expression)

ส่วนมากมักจะใช้สกัดน้ำมันหอมระเหยจากเปลือกส้มมะนาวส้มโอมะกรูด ก่อนอื่นต้องปลอกเปลือกของผลไม้เหล่านี้แล้วทำให้ชิ้นเล็กลงแล้วนำไปบีบจะได้ของเหลวที่มีทั้งน้ำและน้ำมันหอมระเหยผสมกันอยู่จากนั้นต้องรอให้น้ำมันลอยตัวแยกจากน้ำแล้วจึงสามารถแยกส่วนที่เป็นน้ำมันหอมระเหยออกมาได้วิธีนี้ถือเป็นวิธีที่มีต้นทุนในการผลิตที่ต่ำที่สุด แต่น้ำมันหอมระเหยที่ได้จากการสกัดแบบนี้จะไม่บริสุทธิ์มากและมีอายุไม่นานประมาณ 6 เดือนถึง1 ปีกลิ่นและคุณสมบัติจะค่อยๆหมดสภาพไปขณะที่น้ำมันพื้นฐานอาจจะมีอายุอยู่ได้นานกว่าคือประมาณ 1 ปีทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการเก็บรักษาด้วย

3) การสกัดสารระเหยที่สกัดจากพืช (Aromatic Extracts) มีหลายวิธี คือ

3.1) การสกัดด้วยตัวทำละลาย (Solvent Extraction)

การสกัดแบบนี้จะนำเอาสารทำละลายประเภทไฮโดรคาร์บอนใส่ลงไปกับพืชที่ต้องการสกัดเพื่อให้น้ำมันหอมระเหยละลายออกมาจากนั้นก็นำสารละลายที่ได้ไปทำให้เข้มข้นขึ้นโดยผ่านกระบวนการกลั่นก็จะได้เป็นสารที่มีส่วนประกอบของเรซิ่นอยู่ด้วยซึ่งก็จะมีลักษณะคล้ายแว็กซ์ที่มีน้ำมันหอมระเหยผสมอยู่ภายในจากนั้นก็นำแอลกอฮอล์บริสุทธิ์มาละลายเอาน้ำมันหอมระเหยออกมาแล้วจึงทำให้แอลกอฮอลระเหยไปคงเหลือแต่น้ำมันหอมระเหยอย่างไรก็ตามวิธีนี้ยังไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดในการสกัดเพราะน้ำมันหอมระเหยที่ได้จะยังคงมีส่วนของสารละลายที่ตกค้างอยู่ซึ่งอาจจะทำให้ระคายเคืองและแพ้ได้

3.2) Enfleurage

วิธีนี้มักใช้กับการสกัดดอกไม้ที่บอบบาง เช่น ซ่อนกลิ่น มะลิ เป็นต้น ปัจจุบันแทบไม่มีใครใช้วิธีนี้แล้ว เพราะต้องใช้ทั้งเวลาและแรงงานมาก ปัจจุบัน 99 % ของดอกซ่อนกลิ่น และมะลิ ผลิตโดยวิธี Solvent extraction

3.3) Carbon dioxide

มีผู้คิดค้นวิธีสกัดด้วยคาร์บอนไดออกไซด์เหลวภายใต้แรงดันสูงเพื่อทำละลายให้สารระเหยในพืชละลายในคาร์บอนไดออกไซด์เหลวแล้วจึงปล่อยให้คาร์บอนไดออกไซด์เหลวระเหิดในสภาวะความดันปกติก็จะเหลือไว้แต่สารหอมระเหยจากพืชบริสุทธิ์วิธีนี้ยังคงเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะได้สารหอมระเหยบริสุทธิ์มากและมีความคงตัวสูง สามารถเก็บไว้ได้นานมากกว่าวิธีการสกัดอื่นๆ แต่ข้อเสียคือ มีต้นทุนในการผลิตสูงกว่าวิธีอื่นๆ ปัจจุบันสาระเหยที่ได้จากการสกัดด้วยวิธีนี้ได้รับการยอมรับมากขึ้น มีการนำมาใช้ในงาน Aromatherapy และอุตสาหกรรมน้ำหอม มากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากสารสกัดที่ได้มีความบริสุทธิ์และไม่ผ่านความร้อนสูง